วิธีเขียนรายงานฉบับมืออาชีพ สรุปขั้นตอนทำรายงานอย่างถูกต้อง
การทำรายงานเป็นทักษะสำคัญที่นักเรียนและนักศึกษาทุกคนต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นรายงานเดี่ยวหรือรายงานกลุ่ม การเรียบเรียงข้อมูลให้ออกมาเป็นรูปเล่มที่ถูกต้องตามหลักวิชาการถือเป็นตัวชี้วัดความตั้งใจและความเข้าใจในเนื้อหาวิชา หลายคนอาจมีคำถามว่าวิธีเขียนรายงานที่ถูกต้องควรเริ่มต้นจากจุดไหน และมีองค์ประกอบอะไรบ้าง บทความนี้ได้รวบรวมขั้นตอนการทำรายงานตั้งแต่การวางโครงสร้างไปจนถึงเทคนิคการเขียนที่ช่วยให้รายงานของคุณดูเป็นมืออาชีพ
รู้จักส่วนประกอบของรายงาน
โดยทั่วไป รายงานสามารถแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนต้น ส่วนเนื้อหา และส่วนท้าย ซึ่งแต่ละส่วนมีองค์ประกอบแตกต่างกัน
ส่วนประกอบส่วนต้น
ส่วนต้นเป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้อ่านเห็นข้อมูลพื้นฐานของรายงาน ก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลัก โดยรายละเอียดอาจปรับตามรูปแบบที่อาจารย์หรือสถาบันกำหนด ส่วนที่พบได้บ่อย ได้แก่
- หน้าปก ระบุชื่อเรื่อง ชื่อผู้จัดทำ รายวิชา สถาบัน และปีการศึกษา
- คำนำ อธิบายที่มา วัตถุประสงค์ และขอบเขตของรายงานโดยสรุป
- สารบัญ แสดงหัวข้อหลักและเลขหน้าที่ตรงกับเนื้อหา
- สารบัญตารางหรือภาพประกอบ กรณีรายงานมีตารางหรือรูปภาพจำนวนมาก
บางรายงานอาจมีหน้าคำขอบคุณหรือส่วนอื่นเพิ่มเติมตามข้อกำหนดของรายวิชา จึงควรตรวจสอบรูปแบบก่อนเริ่มจัดทำ
ส่วนประกอบส่วนเนื้อหา
ส่วนเนื้อหาเป็นองค์ประกอบหลักของรายงาน ซึ่งควรเรียงลำดับความคิดให้ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเพื่อช่วยให้ผู้อ่านติดตามเรื่องได้ง่าย
- บทนำ อธิบายที่มา ความสำคัญ วัตถุประสงค์ และขอบเขตของเรื่อง
- เนื้อหา นำเสนอข้อมูลตามประเด็นที่กำหนดไว้ อาจแบ่งเป็นหัวข้อย่อยเพื่อให้อ่านง่าย
- บทสรุป รวบรวมประเด็นสำคัญจากเนื้อหาทั้งหมด และอาจเพิ่มเติมข้อเสนอแนะหากหัวข้อกำหนดไว้
หากมีการนำข้อความหรือแนวคิดจากแหล่งอื่นมาใช้ ควรระบุที่มาให้ชัดเจน เช่น การอ้างอิงในเนื้อหา เชิงอรรถ หรือรูปแบบอื่นตามที่สถาบันกำหนด
ส่วนประกอบส่วนท้าย
ส่วนท้ายเป็นส่วนที่รวบรวมข้อมูลที่ช่วยตรวจสอบที่มาของเนื้อหา รวมถึงข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่จำเป็นต้องใส่ไว้ในเนื้อหาหลัก โดยส่วนที่มักพบ ได้แก่
- บรรณานุกรมหรือเอกสารอ้างอิง แสดงรายการแหล่งข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบรายงาน
- ภาคผนวก รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม เช่น แบบสอบถาม ตารางข้อมูล รูปภาพ หรือเอกสารประกอบ
- อภิธานศัพท์ อาจใช้เมื่อรายงานมีคำเฉพาะที่ควรอธิบายเพิ่มเติม
รูปแบบการเขียนบรรณานุกรมควรใช้ตามหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ผู้สอน เพราะแต่ละรูปแบบอาจกำหนดลำดับข้อมูลและวิธีเขียนแตกต่างกัน
วิธีการตั้งค่าหน้ากระดาษ A4 ก่อนทำรายงาน
ก่อนเริ่มทำรายงาน ควรจัดหน้ากระดาษให้เรียบร้อยตามรูปแบบที่กำหนด เพื่อให้เนื้อหามีพื้นที่เหมาะสมและจัดเล่มได้ง่าย หากไม่มีข้อกำหนดเฉพาะ สามารถใช้กระดาษ A4 และตั้งระยะขอบในเบื้องต้นดังนี้
- ด้านซ้าย 1.5 นิ้ว หรือประมาณ 3.81 เซนติเมตร
- ด้านขวา 1 นิ้ว หรือประมาณ 2.54 เซนติเมตร
- ด้านบน 1.5 นิ้ว หรือประมาณ 3.81 เซนติเมตร
- ด้านล่าง 1 นิ้ว หรือประมาณ 2.54 เซนติเมตร
อย่างไรก็ตาม หากอาจารย์หรือมหาวิทยาลัยมีรูปแบบการจัดหน้ารายงานเฉพาะ ควรยึดตามข้อกำหนดนั้นเป็นหลัก
ขั้นตอนการเตรียมข้อมูลสำหรับทำรายงาน

การเตรียมข้อมูลที่เป็นระบบจะช่วยให้การทำรายงานเป็นเรื่องง่ายและเนื้อหามีความน่าเชื่อถือ
1. กำหนดหัวข้อและขอบเขตของเนื้อหา
เริ่มจากระบุให้ชัดว่าจะทำรายงานเรื่องอะไร ต้องการนำเสนอประเด็นใด และเนื้อหาครอบคลุมแค่ไหน จากนั้นจึงกำหนดหัวข้อหลักและหัวข้อย่อยเป็นโครงร่างก่อนลงมือเขียนจริง การกำหนดขอบเขตช่วยไม่ให้เนื้อหากว้างจนเกินไปจนค้นข้อมูลไม่ทัน หรือแคบจนมีข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับทำรายงาน
2. วางแผนระยะเวลาการทำงาน
ไม่ควรรอให้ใกล้ถึงกำหนดส่งแล้วจึงเริ่มทำรายงาน เพราะขั้นตอนค้นข้อมูล เรียบเรียง ตรวจสอบ และจัดรูปเล่มอาจใช้เวลามากกว่าที่คิด ลองแบ่งงานออกเป็นช่วง เช่น
- กำหนดหัวข้อและวางโครงเรื่อง
- ค้นหาและรวบรวมข้อมูล
- เรียบเรียงเนื้อหา
- ตรวจสอบการอ้างอิง
- จัดรูปแบบและตรวจคำผิด
- ตรวจงานรอบสุดท้ายก่อนส่ง
3. ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ก่อนนำข้อมูลมาเขียน ควรอ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อให้เห็นภาพรวมก่อน ไม่ควรเลือกข้อมูลจากแหล่งแรกที่ค้นเจอแล้วนำมาใช้ทันที การอ่านหลายแหล่งช่วยให้เห็นมุมมองที่หลากหลาย และทำให้สามารถกำหนดโครงเรื่องได้ชัดเจนขึ้นว่าแต่ละส่วนควรนำเสนอข้อมูลอะไร
4. รวบรวมข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง
เมื่อกำหนดประเด็นได้แล้วจึงเริ่มเก็บข้อมูล โดยควรบันทึกแหล่งที่มาของข้อมูลไปพร้อมกัน ไม่ควรรอจนเขียนเสร็จแล้วค่อยย้อนกลับไปหาเว็บไซต์ หนังสือ หรือเอกสารที่ใช้อ้างอิง สำหรับการทำรายงาน แหล่งข้อมูลอาจมาจากหนังสือ วารสารวิชาการ เว็บไซต์ของหน่วยงาน เอกสารราชการ หรือฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ควรเลือกแหล่งที่ตรงกับหัวข้อและตรวจสอบได้
5. ตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล
ข้อมูลที่รวบรวมมาแล้วควรตรวจสอบอีกครั้งก่อนนำไปใช้ โดยเฉพาะตัวเลข วันที่ ชื่อบุคคล คำศัพท์เฉพาะ และข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา หากพบข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างหลายแหล่ง ควรตรวจสอบที่มาเพิ่มเติมและเลือกใช้ข้อมูลจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมระบุแหล่งอ้างอิงให้ชัดเจน
วิธีเขียนรายงานให้มีความน่าสนใจ

รายงานที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาซับซ้อน แต่ควรเรียบเรียงให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
1. ตั้งชื่อเรื่องให้ดึงดูดความสนใจ
ชื่อเรื่องควรบอกได้ว่าเนื้อหาของรายงานเกี่ยวกับอะไร และมีขอบเขตประมาณไหน หากตั้งชื่อกว้างเกินไปอาจทำให้เนื้อหากระจายหลายประเด็นจนขาดจุดโฟกัส ชื่อเรื่องที่ดีจึงควรกระชับ สื่อความหมายตรงกับเนื้อหา และไม่ตั้งชื่อเกินกว่าข้อมูลที่รายงานสามารถอธิบายได้
ตัวอย่างการตั้งชื่อเรื่อง
หากหัวข้อที่เลือกยังกว้างเกินไป ลองระบุประเด็น กลุ่มเป้าหมาย หรือขอบเขตของเนื้อหาให้ชัดขึ้น เช่น
- “การใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน”
- ตั้งชื่อเป็น “พฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของนักศึกษามหาวิทยาลัย”
- “การตลาดออนไลน์”
- ตั้งชื่อเป็น “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์”
- “ภาวะโลกร้อน”
- ตั้งชื่อเป็น “ผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อการดำเนินชีวิตของคนในเขตเมือง”
2. เขียนเนื้อหาให้อยู่ในขอบเขตที่ไม่นอกเรื่อง
เมื่อกำหนดโครงเรื่องแล้ว ควรยึดหัวข้อที่วางไว้เป็นแนวทางในการเขียน หากพบข้อมูลที่น่าสนใจแต่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นหลัก อาจเก็บไว้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมแทนการนำมาใส่ในเนื้อหาทั้งหมด วิธีนี้ช่วยให้รายงานมีทิศทางชัดเจน และทำให้แต่ละหัวข้อเชื่อมโยงกันได้ดีขึ้น
3. เน้นสาระสำคัญโดยไม่ใช้ภาษาที่ยืดเยื้อ
การเขียนรายงานไม่จำเป็นต้องใช้ประโยคยาวเพื่อให้ดูเป็นทางการ ควรเลือกคำที่เข้าใจง่ายและสื่อความหมายตรงประเด็น โดยหนึ่งย่อหน้าควรมีใจความหลักที่ชัดเจน หากเนื้อหามีหลายประเด็น สามารถแบ่งเป็นหัวข้อย่อยหรือ bullet เพื่อให้ผู้อ่านมองเห็นข้อมูลสำคัญได้ง่ายขึ้น
4. จับใจความและสรุปความด้วยภาษาของตนเอง
การนำข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาเขียนใหม่ควรเริ่มจากทำความเข้าใจเนื้อหาก่อน แล้วเรียบเรียงตามความเข้าใจของตนเอง ไม่ควรนำข้อความหลายแหล่งมาต่อกันจนกลายเป็นเนื้อหาที่ขาดความต่อเนื่อง หากจำเป็นต้องใช้ข้อความของผู้อื่นแบบตรงตัว ควรใส่เครื่องหมายคำพูดและระบุแหล่งที่มาตามรูปแบบการอ้างอิงที่กำหนด
5. เขียนบทสรุปที่เข้าใจง่ายและครอบคลุม
บทสรุปควรตอบกลับไปยังวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น โดยหยิบเฉพาะประเด็นสำคัญจากเนื้อหามาเรียบเรียงอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยกล่าวถึงมาก่อนมาใส่ในส่วนนี้ หากรายงานมีข้อเสนอแนะหรือข้อค้นพบจากการศึกษา สามารถนำมาสรุปเพิ่มเติมในตอนท้ายได้ตามขอบเขตของงาน
แบบฟอร์มสมัครเรียน
สรุปบทความ
วิธีเขียนรายงานที่ดีควรเริ่มจากการวางแผนก่อนลงมือทำ ตั้งแต่เลือกหัวข้อ กำหนดขอบเขต รวบรวมข้อมูล ตรวจสอบแหล่งอ้างอิง ไปจนถึงการเรียบเรียงและตรวจทาน การทำรายงานจึงไม่ได้วัดกันแค่จำนวนหน้า แต่ควรให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ความเป็นระบบ และการอ้างอิงข้อมูลอย่างเหมาะสม
มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมุ่งมั่นพัฒนาทักษะวิชาการให้กับนักศึกษาทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทักษะการทำรายงาน การค้นคว้าวิจัย หรือการคิดวิเคราะห์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานจริง สำหรับคนทำงานที่ต้องการยกระดับวุฒิการศึกษา มหาวิทยาลัยมีหลักสูตรหลากหลายรูปแบบที่ช่วยให้ผู้เรียนเลือกเส้นทางการศึกษาให้สอดคล้องกับเป้าหมายของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือการต่อยอดความรู้ในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงทางเลือกอย่างปริญญาตรีทางไกลและปริญญาโททางไกลสำหรับผู้ที่ต้องการรูปแบบการเรียนที่ยืดหยุ่น ช่วยให้คุณจัดสรรเวลาเรียนได้เองโดยไม่ต้องทิ้งงานประจำ หากสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ตามช่องทางด้านล่าง
- สมัครออนไลน์ : https://bit.ly/bkkthon-blog-footer-b1-1
- Facebook : มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี – BTU Admission
- LINE OA: @bkkthon
- Tel : 098-828-9344
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หากต้องการหลีกเลี่ยงการคัดลอกผลงานผู้อื่นในการทำรายงานควรทำอย่างไร
ควรอ่านและทำความเข้าใจข้อมูลจากแหล่งต้นทางก่อน จากนั้นจึงเรียบเรียงเนื้อหาใหม่เป็นภาษาของตนเอง พร้อมระบุแหล่งที่มาของแนวคิดหรือข้อมูลที่นำมาใช้ หากต้องยกข้อความตามต้นฉบับ ควรใช้รูปแบบการอ้างอิงหรือการใส่ข้อความคัดตรงตามหลักเกณฑ์ที่สถาบันกำหนด
การเลือกแหล่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตควรพิจารณาจากอะไร
ควรพิจารณาทั้งผู้เผยแพร่ วันที่เผยแพร่ ความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน และแหล่งข้อมูลที่เว็บไซต์ใช้อ้างอิงประกอบ หากเป็นข้อมูลเชิงวิชาการ ควรให้ความสำคัญกับงานวิจัย วารสาร หรือข้อมูลจากสถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่ระบุที่มาของข้อมูล
หากไม่มีข้อมูลบรรณานุกรมที่ครบถ้วนควรใส่อ้างอิงอย่างไร
ควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งต้นทางก่อนว่ามีรายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น ชื่อผู้เขียน ชื่อเรื่อง วันที่เผยแพร่ หรือชื่อหน่วยงาน หากยังมีข้อมูลไม่ครบ ควรใช้รูปแบบการอ้างอิงที่สถาบันกำหนดและไม่ควรเติมข้อมูลที่ไม่ทราบจริงลงไป เพราะอาจทำให้บรรณานุกรมคลาดเคลื่อนจากแหล่งข้อมูลต้นฉบับ
วุฒิการศึกษา คืออะไร สำคัญอย่างไรในการทำงาน
อาชีวศึกษา คือการเรียนสายวิชาชีพที่เน้นทั้งความรู้และการปฏิบัติจริง จบแล้วทำงานหรือเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ไหม พร้อมแนวทางเรียนต่อปริญญาตรีที่เหมาะกับคุณ
บทความที่เกี่ยวข้อง
Tag: